Tor's profileเปลี่ยว..!PhotosBlogListsMore ![]() | Help |
|
September 18 Victimนั่งรอลูกค้าหยิบไทยรัฐมาอ่านฆ่าเวลา พาดหัวสองกรอบน่าสนใจ เรื่องเครื่องบินวันทูโกหลุดรันเวย์ ข่าวหนึ่งพาดหัวโบ้ยกัปตันว่าเป็นสาเหตุของเรื่องเศ้รา ตัดสินใจผิดพลาดเอาเครื่องลงทั้งที่หอบังคับการบินเตือนเรื่องสภาพอากาศ ส่วนกรอบที่สองเรื่องคำทำนายโหรดังเรื่องเครื่อบินตก (อืม โยงไปได้) รายละเอียดอ่านต่อหน้า 11 พลิกไปดูข้างในยังเตือนอีกว่าปลายปีต่อต้นปีหน้าจะมีอีก (โห แค่นี้ยังกลัวกันไม่พอหรือไง ไม่ต้องบินไปไหนกันเลยทีนี้) เหลือบไปทางขวาของหน้า ฝั่งโฆษณา "นกแอร์ 3 บาท บินเถอะ เพราะคุณแม่ขอร้อง" (ร้องไปเถอะมึง ใครจะไปวะ)
ดูเหมือนจะเป็นเรื่องธรรมดาสำหรับสังคมไทยที่ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น อย่างแรกที่เราต้องการคือ "แพะ" คิดกันแต่ว่าควรจะตำหนิใครดี หาสาเหตุกันให้วุ่นวาย ทั้งที่ควรจะแก้ปัญหาก่อนแล้วใครผิดก็ค่อยมาว่ากัน จริงอยู่บางอย่างตรงแก้ที่เหตุถึงจะเกาถูกที่คัน อย่าง"คันตามนิ้วมือ นิ้วเท้า....." อันนั้นต้องรักษาที่เชื้อราสาเหตุอาการ (โทนาฟ) แต่ทุกเรื่องก็ไม่ได้เป็นอย่างนั้นเสมอไป อย่างบ้านไฟไหม้ ก็ควรจะดับไฟก่อนแล้วค่อยมาหาว่าใครวางเพลิง ถ้ามัวแต่มานั่งคิดว่า ไฟไหม้เพราะอะไร ใครทำ ใครผิด แต่ไม่ดับไกฟก็ป่วยการ รู้สาเหตุก็แก้ไขอะไรไม่ได้ จัดการซะก่อนให้เรียบร้อยแล้วใครถูกใครผิดก็ค่อยมาว่ากัน
แล้วก็ดูจะเป็นเรื่องธรรมดาอีกเช่นกัน กับเรื่องโชคลาง ทำนายทายทัก ขอให้บอกเถอะเร้าพร้อมจะโยงได้ทุกเมื่อ โหรดังทำนายว่าช่วงสิงหา-กันยา จะเกิดอัคคีภัยครั้งใหญ่คนตายอื้อ เอ้านี่เครื่องบินระเบิดไฟลุกมีคนตาย นี่ไงหมอเค้าแม่นสุดๆ (โยงกันไปตามระเบียบ) เท่านั้นยังไม่พอแถมดูเผื่อแถมอีกหน่อย ว่าปลายปีจะมีอีกรอบ แหนะเล่นกันแบบนี้มีหวังสายการบินโลคอสต้องนั่งตบยุงช่วงปีใหม่กันไปก่อน ใครจะว่าแม่นอะไรก็ตามใจ คำพระท่านว่า "สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม" เครื่องตกคราวนี้ใช่ว่าตายหมดลำซะเมื่อไหร่ ฝรั่งสวีเดนสองคนรอดแถมไม่เป็นอะไรเลยยังมี พ่อลูกรอด แม่นั่งถัดไปแถวเดียวตายก็มี ของอย่างงี้มันแล้วแต่เวรแต่กรรม จริงอยู่ตายเยอะอาจดูหนัก แต่คิดดูว่าโอกาสมันยากแค่ไหนที่เครื่องบินจะตกซักครั้ง ใช่ว่ามันจะตกกันง่ายๆเหมือนรถชนซะเมื่อไร ตื่นตูมมากไปก็ไม่ต้องทำอะไรกันพอดี เอาเป็นว่าตั้งอยู่บนความไม่ประมาท "ทำดี ดีกว่า ดวงดี" เพราะถ้าทำดีแม้ดวงไม่ดี ความดีที่ทำก็จะช่วยเรา ยิ่งพูดยิ่งเหมือนพระเข้าไปทุกที หัวยิ่งเถิกๆอยู่ช่วงนี้ ไปดีก่า September 16 ไม่รู้จักฉัน ไม่รู้จักเธอนั่งคนเดียว แล้วมองกระจก
ที่สะท้อนแสงจันทร์วันเพ็ญ โดดเดี่ยวกับความเหงา อยู่กับเงาที่พูดไม่เป็น ฟังเพลงเดิมๆที่เรารู้จัก แต่ไม่รู้ความหมายของมัน หากฉันจะหลับตาลงสักครั้ง และพบกับเธอผู้เป็นนิรันดร์ * หากความรักเกิดในความฝัน เราจุมพิตโดยไม่รู้จักกัน ปฏิทินได้บอกคืนและวัน ดั่งที่ฉันไม่เคยต้องการ ** แต่อยากให้เธอได้พบกับฉัน เราสมรสโดยไม่มองหน้ากัน จูบเพื่อล่ำลาในความสัมพันธ์ ก่อนที่ฉันจะปล่อยเธอหายไป (โดยไม่รู้จักเธอ) ทบทวนเรื่องราวต่างๆทุกๆครั้งที่ฉันตื่นนอน กับบทกวีไม่มีความหมาย ฉันงมงายสวดมนต์ขอพร หากจะมีโอกาสอีกหน จะร่ายมนต์กับสายน้ำจันทร์ เพื่อจะได้หลับตาลงสักครั้ง เพื่อพบกับเธอผู้เป็นนิรันดร์ (* , **) , (* , **) ชอบเพลงนี้จัง August 24 My Menu กุ้งอบวุ้นเส้น ตำรับกินเองทำเอง
ส่วนผสม: กุ้งอะไรก้อได้ที่มีอยู่ในตู้เย็นแกะเปลือกล้างให้สะอาด 6 ตัว
วุ้นเส้นตราต้นสนห่อละ 40 กรัม 2 ห่อ แช่น้ำสะอาดเตรียมไว้
ต้นหอม ผักชี คื่นช่าย กี่ต้นจำไม่ได้ เอาออกจากตู้เย็นล้างน้ำหั่นเป็นท่อนยาว
เครื่องปรุง: น้ำมันพืช น้ำมันงา เกลือ พริกไทย ซอสปรุงรส ซีอิ๊วขาว น้ำตาล อย่างละนิดอย่างละหน่อย
วิธีทำ: ทำน้ำปรุงรสใส่น้ำมันงา เกลือ พริกไทย ซอสปรุงรส ซีอิ๊วขาว น้ำตาล คนให้เข้ากันดี เตรียมไว้ เอาหม้อตั้งไฟใช้ไฟปานกลางเอาวุ้นเส้นที่เตรียมไว้ใส่ลงไปในหม้อ เติมน้ำปรุงรส ลดไฟลง คนบ่อยๆเพื่อไม่ให้ติดกะทะ พอเส้นเริ่มใสนิ่มสวยดูดี ใส่ผักชี ต้นหอม คื่นช่าย ลงไปคลุกเคล้า กลิ่นเริ่มหอม ใสกุ้งตามลงไป คนส่วนผสมทั้งหมดให้เข้ากันดี ปิดฝาทิ้งไว้ซักครู่ เปิดดูกุ้งสุกเป็นอันใช้ได้ ปิดไฟยกลงตักใส่ถ้วย รับประทานเปล่าๆ เพราะกูขี้เกียจหุงข้าว August 11 What's happendและแล้วช่วงเวลานี้ก็มาถึง ช่วงเวลาแห่งความเปลี่ยนแปลง อนาคตเป็นสิ่งที่ยังมาไม่ถึง แต่ทำไมนะ สิ่งที่ยังไม่เกิดขึ้นถึงทำให้เรากังวล อาจเป็นเพราะมันคือการเปลี่ยนแปลง อืมนั่นสินะ หรือว่าเราไม่ได้กลัวสิ่งที่ยังมาไม่ถึงแต่สิ่งที่เรากลัวคือการเปลี่ยนแปลง อย่างนั้นก็เถอะก็ยังเฝ้าปลอบใจตัวเองว่า หลายครั้งในอดีตที่ผ่านมา การเปลี่ยนแปลงก็ไม่ได้มีแต่ในด้านลบเสมอไป สิ่งที่ดีๆก็เกิดขึ้นมากมาย ไม่แน่ว่าอนาคตที่รอเราอยู่ อาจจะเป็นสิ่งดีอีกเรื่องก็ได้ ใครจะไปรู้ July 29 what make us different from animalอะไรที่ทำให้มนุษย์ต่างจากสัตว์เดรัจฉาน คงไม่ใช่เพียงเพราะมนุษย์เคลื่อนที่ตั้งฉาก ในขณะที่สัตว์เคลื่อนที่ขนานกับพื้นดิน สัตว์ก็มีมันสมองมีความรู้สึกนึกคิดไม่ได้ต่างอะไรกับมนุษย์ แล้วอะไรหล่ะที่ทำให้เราต่างกัน สัตว์เดรัจฉานเกิดมาเพื่อดำรงชีวิต และขยายเผ่าพันธุ์ ทำทุกสิ่งตามสัญชาติญาณ ไม่รู้จักแยกแยะดีชั่ว ขอเพียงให้ได้ กิน นอน สืบพันธุ์ และพร้อมจะทำทุกสิ่งทุกอย่างเพียงเพื่อให้ได้มาในสิ่งที่ตนต้องการไม่สนว่าดีหรือชั่ว ขอเพียงให้ได้สืบพันธุ์แม้แต่แม่ตัวก็ไม่เว้น ขอเพียงให้ได้กินแม้ต้องกัดยื้อแย่งมาก็ไม่สน ส่วนมนุษย์นั้นดีกว่าสัตว์ เพราะมีความคิดรู้แยกแยะดีชั่ว ว่าสิ่งใดควรทำ สิ่งใดไม่ควรทำ มนุษย์จึงดีกว่าสัตว์ในจุดนี้ แต่มนุษย์นั้นก็เต็มไปด้วยกิเลสที่สัตว์ไม่มี อยากได้ อยากมี กินก็อยากกินแต่ของดีๆ อยากได้เมียสวยๆ อยากอยู่บ้านหลังใหญ่ สัตว์จึงสูงกว่ามนุษย์ในจุดนี้ แต่เมื่อไรก็ตามที่มนุษย์ไม่รู้แยกแยะดีชั่ว เห็นแก่ตัว ไม่มีความกตัญญู เอาเปรียบได้แม้กระทั่งพ่อแม่ของตนเอง ก็ต้องถือว่าไม่ต่างอะไรจากสัตว์ หรืออาจจะเลวกว่าสัตว์ด้วยซ้ำไป "มีใครบ้างที่ไม่รู้ว่าอะไรดี อะไรไม่ดี ทุกคนก็รู้กันทั้งนั้น เพียงแต่ไม่ทำกันเท่านั้นเอง" July 23 In the box23 กค. 50 , 8:05 น. เช้านี้อากาศหม่นๆครึ้มๆคล้ายฝนจะตก เดินไปดูต้นไม้หน้าบ้านกิ่งก้านยื่นยาวดูรกหูรกตา อยากกระนั้นตัดออกเสียบ้างดีกว่า เอ.....นั่นต้นน้อยหน่าที่ปลูกไว้ในกระถาง โหมันออกลูกเต็มต้นเลยหรอเนี่ยไม่เคยสังเกตุ 1....2.......3..............4..5.....6.............................25 เยอะแหะ อืมแต่ต้นมันเล็กน่าดูเพราะต้องถูกจำกัดอยู่ในกระถาง ถ้าเอาไปลงดินรากคงจะไปได้ไกล ต้นคงจะใหญ่กว่านี้ "มันก็ยากเหมือนกันแหะ ชีวิตที่ต้องอยู่ในกรอบ ถูกบังคับให้เติบโตได้แค่นี้" July 13 Once upon a time in Rangsitวันก่อนได้คุยกับน้องปีหนึ่ง (50) เรื่องหอเอเชี่ยนเกมส์ ว่าเดี๋ยวเค้าไฮโซมากๆ มีไวด์เลสใช้กันแล้ว
นึกน้อยใจว่าสมัยตรูอยู่มันไม่เห็นยักกะเจริญเอาซะเลย แต่ก้อสนุกสนานมากมายอยู่ตามอัตภาพ
เรื่องนึงที่ข้องใจมากก้อคือ เซเว่น ที่แทรกตัวอยู่ตามหน้าหอตามโซนต่างๆ ใหญ่บ้างเล็กบ้าง
สินค้าก้อดาดๆทั่วไปตามประสาร้านสะดวกซื้อ ไม่มีสินค้าที่ไม่เหมาะสมเพราะอยู่ในเขตการศึกษา
ไม่มีเหล้าเบียร์หรือเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอลล์ขาย อ่าอันนี้เข้าใจ
ไม่มีบุหรี่จำหน่าย แต่มีไฟแช็กและไม้ขีดไฟจำหน่าย งง?
เคยถามพนักงานว่าไม่มีบุหรี่ขายแต่ไมมีไฟแช็กอ่ะพี่ พี่สาวที่เซเว่นก้อน่ารักตอบพาลซื่อ
ก้อเอาไว้เผื่อไฟดับจะได้มีไว้จุดเทียนไงน้องเทียนพี่ก้อมีขายนะ.....อืม มีเหตุผล
แต่ยังมีสินค้าอีกอย่างหนึ่งที่วางขายในเซเว่นที่หลายคนอาจไม่เคยสังเกตุ
นั่นก้อคือถุงยางอนามัย
ทางมหาลัยคงไม่ได้ต้องการส่งเสริมให้เด็กมีกิจกรรมยามว่างอย่างว่า
แต่คงมีไว้เผื่อว่าใครอยากมีก้อขอให้เพลย์เซฟ ปลอดภัยไว้ก่อน
ไอ้เรามันก้อพวกสัปดนอยากรู้อยากเห็นก้อเลยถามพี่สาวที่เซเว่น ไปว่า
"พี่ๆ ถุงยางเนี่ยมีคนซื้อด้วยหรอ" (ที่ถามแบบนี้เพราะคิดว่าในหอเอ จะมีใครกล้ามาซื้อหรอ ไม่อายหรอวะถ้าซื้อข้างนอกก้อว่าไปอย่าง)
คำตอบที่ได้ตรงๆเช่นเคย "มีน้อง ขายดีด้วย ส่วนใหญ่เป็นน้องผู้หญิงมาซื้อ"
ได้ฟังแล้วก้ออึ้ง ที่อึ้งไม่ใช่เพราะว่าขายดี แต่เพราะลูกค้าส่วนใหญ่ทำไมหนอถึงเป็นผู้หญิง
จนถึงทุกวันนี้ก้อยังไม่รู้เหมือนกันว่าทำไม July 03 Behind the sceneกลับมาจากรับน้อง งานก้อมากองท่วมหัวซะเเล้ว
แต่มือระดับนี้แล้วเคลียร์วันเดียว.............เสร็จ
"ข้าพเจ้าเปนสมาชิกของกลุ่ม ก ไก่ ข้าพเจ้าขอปฏิญาณว่า อากีล่า ข้าจะทำดีที่สุด"
รับน้องครั้งนี้สนุกจังเสียดายอย่างเดียวพี่ๆไม่ค่อยมา.........วงสุราเลยเงียบเหงา
คืนแรกไปถึงก้อเกิดเรื่อง........ฝนตั้งเค้าโปรยลงมาพรัมๆ
"ใครปักตะไคร้วะ" ถามน้องปีสอง
"อีแวววววว" ไอ้แม้วตอบไม่เกรงใจเพื่อน
"ไม่ไม่ใช่ลูกคนสุดท้อง.......หรือว่า............." ฮา
อีเอมไม่คอยท่าลุกขึ้นไปช่วยน้อง "ปักย้ำ" กะเอาให้อยู่ไปเลย
ทันใดนั้น ฟ้าฝนจากเดิมที่ทำท่าจะเเค่ปรอยๆ ก้อกระหนึ่มลงมาห่าใหญ่............หึม ยังไง
แต่ผ่านไปอึดใจฝนก้อหยุดโดยปาฎิหารย์
เลยเป็นที่งงงวยกันไปว่า..........เอ๊ เอมยังไงวะเนี่ย อิอิ
ฐานปีอื่นไม่รู้เล่นเกมไรกันมั่งแต่ฐานปีบันดิต
เล่นเกม "ดันไข่"
ขอตัวแทนน้องผู้ชายมาเป็นเหยื่อ นอนหงายหน้า มือประสานท้ายทอย นึกถึงพ่อแก้วแม่แก้ว
ให้เพื่อนที่เหลือเอาไข่ที่จะใส่ไปทางคอเสื้อ ให้ออกมาทางปลายกางเกง
โดยมีเงื่อนไขต้องทำมือแบบ "โดเรมอน"
เรียกได้ว่าเรียกเสียงฮาและความเสียวกันอย่างเมามัน จับผิดจับถูก ไข่กูๆ ไม่ใช่ไข่ไก่
สงสัยเป็นเพราะฤทธิ์แอล จากไวน์ ทำให้เราคึกกันเป็นพิเศษ โดยเฉพาะเจ้หมึก
เป็นเอามากถึงขนาดกลายเป็นร่างทรงอากีล่าไปเลยทีเดียว
วันที่สองประทับใจสุดก้อคงจะเป็นกีฬาสี
น้องปีสองครีเอทสุดๆ เอาเกมดอทบอล มาให้เล่นกัน หนุกดีๆ ชอบๆ
เป็นกีฬาสีที่สนุกมาก และเป็นกีฬาสีที่ทุกคนดูจะต้องการชัยชนะเอามากๆ
เหมือนกับว่าถ้าชนะจะได้รางวัลเป็นบ้านพร้อมที่ดิน อะไรประมานนั้น
การแสดงการคืน
ต้องขอชื่นชมสปรีริตน้องปีหนึ่งกะปีสอง
ที่ทำการแสดงได้ทุ่มทุนส้รางมาก
สนุกสุดๆ
ส่วนการแสดงของปีบันดิตก้อเต้นหลีด (เต้นมั่วๆเอา) เน้นฮากับโค้ดน้องๆ ฮากันไปพอสมควร
ตอนแรกเจอว่าท่หลีดคนะอย่าง "น้องโชค" เต้นหลีดโชว์
ทำเราถึงกับอึ้งไปตามๆกัน มองหน้ากันไปมา "เฮ้ย การแสดงปีเรางดดีมะ ดูจะสู้น้องโชคไม่หวาย"
วันสุดท้ายนี่เด็ดสุด
ตอนขอตัง น้องปีสี่ไปเตี้ยมรถไอ้ติมวอลล์ ว่าจะให้น้องมาเต้นขอไอติมกินฟรี
น้องปีสองก้อไม่รู้เรื่อง เต้นกันเอาเป็นเอาตาย
พี่รถไอ้ติมก้อตีบทแตก ที่เตี้ยมไว้เนี่ยให้พี่รถติมให้ยากๆซักนิดนึง
ให้แกล้งขับรถหนีด้วย
พี่ติมก้อเล่นซะสมบทบาท น้องเต้นไปซักพัก พี่แกบทว่าไม่ได้เรื่อง สตาทรถทำท่าจะขับออกไป
แทนที่น้องปีสองจะห้ามแล้วดึงไว้ กลับปล่อยไปเฉย
ตอนแรกก้อยังนึกอยู่ว่าผิดคิวนี่หว่า เจ้งๆ
ผิดคาดพี่ติมแกทัน เห็นน้องไม่ห้ามพี่แกก้อดับเครื่องเอง
แถมบอก "อ่าๆ ให้โอกาสเต้นใหม่" โฮสุดยอดพี่ เอาออสก้าร์ไปเลย
สงสัยแกจะผ่านงานด้านนี้มาเยอะเลยดูเนียนจริงๆ
นับถือๆ
June 14 ความรู้ Vs ความรู้สึกในสังคมย่อมมีความหลากหลายทางความคิด เพราะเราต่างมีพื้นฐานความรู้และอยู่ในสภาพแวดล้อมที่แตกต่างกัน เราต่างก็มีมุมมองของตนเอง และมักทึกทักอยู่เสมอว่ามุมมองนั้นถูกต้อง จึงมีแต่คนแสดงความคิดเห็น ซึ่งโดยมาก็ไม่ตรงกัน "ฉันว่าคนนี้เค้าเป็นคนดี เค้าถูกกลั่นแกล้ง" "ไอ้นั่นมันเป็นคนเลว เอาไว้ไม่ได้" เมื่อเป็นอย่างนี้ก็ทะเลาะกัน ที่ทะเลาะกันก็ไม่ใช่ว่าเขานั้นได้หรือเสียประโยชน์จากเรื่องนั้นดดยตรง แต่ทะเลาะกันเพราะมีความเห็นไม่ตรงกันในเรื่องเดียวกัน ที่เป็นเช่นนี้เพราะเรามักเเสดงความเห็นที่เกิดจากความรู้สึกใช้ความรู้สึกเป็นตัวตัดสินจนบางทีก็ละเลยมองข้ามข้อเท็จจริงไป เรียกว่า "อารมณ์พาไป" รักมาก ชอบมาก จึงคิดว่าเค้านั้นดี ใครจะบอกว่าเขาชั่วอย่างไรก็ไม่เชื่อ อย่างนี้เป็นต้น ถ้าทุกคนใช้แต่ความรู้สึกในการแสดงความเห็นเราก็จะขัดแย้งกันอย่างนี้อยู่เรื่อยไป แต่หากเราแสงความเห็นโดยใช้ความรู้ ใช้ปัญญาตรึกตรองดูก่อนว่ามันจริงหรือไม่จริงอย่างไร คิดและเชื่อบนหลักการของเหตุและผล เราก็จะเข้าใจได้ถูกต้อง รู้เท่าทันในสิ่งต่างๆ ความเห็นที่เกิดจากความรู้จึงไม่ก่อให้เกิดความขัดแย้งเพราะตั้งอยู่บนหลักการของความถูกต้องแท้จริง ถ้าเราทำได้เช่นนี้ก็คงไม่ต้องมาทะเลาะกัน June 06 nobody foolอะไรคือความรู้
อะไรคือความไม่รู้
เรามักเข้าใจว่าความฉลาดนั้นคือการที่เรารู้มากกว่าคนอื่น และจัดให้คนที่รู้น้อยกว่าเรานั้นคือคนโง่
แท้จริงแล้วเราทุกคนนั้นทั้งฉลาด และโง่ในเวลาเดียวกัน
เพราะไม่มีใครที่จะรู้ในทุกเรื่อง บางเรื่องที่เรารู้มากกว่าเขาเราก็ฉลาดกว่าเขา
แต่บางเรื่องที่เรารู้น้อยกว่าเขาเราก็โง่กว่าเขา
ครั้งหนึ่งท่อน้ำที่บ้านรั่ว ต้องเอาคีมล็อกมันขันน็อตให้แน่น
ผมหาคีมล็อกมาได้แล้วแต่กลับไม่รู้วิธีใช้
คนงานที่บ้านเข้ามาช่วยเหลือและสามารถใช้เครื่องมืออย่างง่ายดาย งานก็เสร็จอย่างรวดเร็ว
แน่นอนถ้าถามผมเรื่องเกี่ยวกับวิชาการความรุ้ที่ได้รำเรียนมานั้น ผมย่อมตอบได้อย่างชัดเจน
เพราะผมมีความรู้ในเรื่องนั้น แต่เรื่องเครื่องมือช่างผมกับไม่รู้เอาเสียเลย
ในทางตรงกันข้ามถ้าถามคนงานเรื่องวิชาการหรือแม้แต่บวกลบคูณหารเลขง่ายๆเขาก็อาจจะตอบไม่ได้
แต่เรื่องเครื่องไม้เครื่องมือช่างเขากับใช้ได้อย่างเชี่ยวชาญ ถือว่ามีความเก่งในเรื่องนั้น
ทีนี้ใครหล่ะที่รู้มากกว่ากัน
ไม่มีเลย
เพราะเราทุกคนต่างมีเรื่องที่ตนทั้งรู้และไม่รู้
เราอาจมีความรู้มากกว่าเขาในสิ่งหนึ่ง แต่เขาก็อาจมีความรุ้มากกว่าเราในอีกสิ่งหนึ่ง
เราจึงทั้งโง่และฉลาดในเวลาเดียวกัน
จึงไม่มีประโยชน์อะไรที่จะไปบอกว่า "คนนี้เขาโง่กว่าเรา" "คนนี้เขาฉลาดกว่าเรา"
ให้ความเคารพในฐานะที่เราทุกคนนั้นเสมอกัน
เพราะไม่มีใครฉลาดกว่าใคร และไม่มีใครโง่กว่าใคร
เราก็จะอยู่ร่วมกันได้โดยไม่เบียดเบียนกัน
May 30 Durian Delightedไปอ่านเจอบทความหนึ่งจากซีค เป็นข่าวจากหนังสือพิมพ์ คมชัดลึก(2 พ.ค. 50)
เค้าบอกว่าอีกไม่นานเราจะได้กินทุเรียนกลิ่นไร้กลิ่นกันแล้ว
ชอบกินทุเรียนเหมือนกันนะ เพียงแต่บางทีถ้ามันสุกมากๆ(ปลาร้า)กลิ่นจะรุนแรงสุด
ข่าวเค้าบอกว่าตอนนี้วิจัยสำเร็จแล้ว เป็นการผสมพันธุ์ทุเรียนจนได้พันธุ์ใหม่
คือ "จันทบุรี 1-จันทบุรี 2 และจันทบุรี 3"
สายพันธุ์จันทบุรี 1 เป็นลูกผสมระหว่างพันธุ์แม่ชะนีกับพันธุ์พ่อหมอนทอง มีลักษณะเด่น คือ อายุเก็บเกี่ยวสั้น ติดผลดีกว่าพันธุ์ชะนี ลักษณะภายนอกมีพูสมบูรณ์ เนื้อเหลือง สวย รสชาติหวานมัน เนื้อละเอียด กลิ่นอ่อน คงสภาพได้นานและไม่เละ ส่วนทุเรียนพันธุ์จันทบุรี 2 เป็นลูกผสมระหว่างพันธุ์แม่ชะนีกับพันธุ์พ่อพวงมณี มีลักษณะเด่น คือ อายุเก็บเกี่ยวสั้น ติดผลดีกว่าพันธุ์ชะนี เนื้อมีสีเหลืองเข้ม รสชาติหวานมัน เนื้อเหนียว ละเอียด มีกลิ่นอ่อน ขณะที่ทุเรียนพันธุ์จันทบุรี 3 เป็นลูกผสมระหว่างพันธุ์แม่ก้านยาวกับพันธุ์พ่อชะนี มีลักษณะเด่น คือ อายุเก็บเกี่ยวเฉลี่ย 105 วันหลังดอกบาน ติดผลดีกว่าพันธุ์ชะนี ลักษณะภายนอกมีพูสมบูรณ์ สีเหลืองเข้ม รสชาติหวานมัน เนื้อละเอียดเหนียว แต่กลิ่นแรงกว่า 2 ชนิดแรก แต่คงต้องรอกันหน่อยเพราะตอนนี้เค้าพึ่งพัฒนาสายพันธุ์เสร็จต้องใช้เวลาขยายพันธ์ให้เกษตรกรไปปลูก กว่าปลูกจะโตก็ปาเข้าไป 5 ปี ยังไงแฟนพันธ์แท้ทุเรียนคงต้องอดใจรอกันนิดนึง May 25 magic momentแดดยามบ่ายริมหาดทรายแสนสวยชวนให้ง่วงนอน
มีเพียงสองเรานั่งย่อยมื้อกลางวันใต้ร่มไม้ทอดกายฟังเสียงคลื่นชัดกระทบฝั่ง
ผ้าผืนลายสดได้จากร้านขายของใกล้ๆ ผืนละร้อยห้าสิบบาท ปูลงพื้นกันทรายเกาะตามตัว
สวมหมวกแทนหมอน เยียดตัวลงนอน ลมทะเลเบาๆพัดสัมผัสกายพร้อมความชื้นจากท้องทะเล
เสียงเพลงโปรดจากโทรศัพท์มือถือ เปิดคลอกับเสียงคลื่น ซึมซับทิวทัศน์ท้องน้ำสีครามกว้างไกลสุดตา
แล้วเราจะต้องการอะไรไปมากกว่านี้
อืม......ชั่วโมงต้องมนต์
May 10 we r aliens.ในโลกนี้คงมีหลายสิ่งที่เรายังไม่สามารถอธิบายได้
อย่างเช่นเรื่องภูตผีปีศาจ วิญญาน หรือมนุษย์ต่างดาว
เห็นโฆษณารายการสารคดีรายการหนึ่งในช่องเก้า
ที่เค้าใช้ชื่อว่า "We r aliens" เข้าใจว่าที่จะเป็นรายการสารคดีที่นำเสนอทฤษฎีเกี่ยวกับการกำเนิดของมนุษย์
หรือถ้าจะให้เฉพาะเจาะจงก็คือ ทฤษฎีที่ว่าเราเป็นต้นกำเนิดชีวิตมาจากนอกโลก
ซึ่งก็ยังไม่รู้เหมือนกันว่าเนื้อหาเป็นอย่างไรเพราะว่าเป็นเพียงโฆษณายังไม่ได้ฉายจริง
ผมเชื่ออย่างสนิทใจว่ามนุษย์ต่างดาวนั้นมีจริง
ลองคิดดูง่ายๆว่า จากที่เราได้ร่ำเรียนกันมาในวิชา 130 มนุษย์สืบเชื้อสายมาจากลิง
ลิงก้อสืบมามนุษย์วานร โฮโมซาเปี้ยนอะไรทำนองนั้น แล้วไอ้โฮโมเนี่ยก้อกำเนิดมาจาก...................
เอาเป็นว่าสิ่งมีชีวิตที่กำเนิดมาบนโลกนี้มาจากเซลล์เล็กๆที่ประกอบด้วยสิ่งที่ไม่มีชีวิตนั่นก้อคือธาตุต่าง เช่น คาร์บอนและไนโตรเจน
เอาหล่ะในเมื่อเราเชื่อแน่เหลือเกินว่าสิ่งมีชีวิตนั้นกำเนิดมาบนโลกนี้เอง โดยที่ไม่ได้มีใครไปสร้างขึ้นมา
แล้วในจักรวาลอันกว้างใหญ่ ในซอกหลีบที่เรายังสำรวจไม่ถึง ก้ออาจจะมีดาวเคราะห์ดวงน้อยที่มีสัญฐานลักษณะเหมือนโลกของเรา
แล้วถ้าดาวเคราะห์เหล่านั้นมีอยู่จริง ก้อเป็นไปได้ที่ดาวดวงนั้นจะมีสิ่งมีชีวิตกำเนิดขึ้นด้วยวิธีการแบบเดียวกับเรา
จึงไม่น่าแปลกว่าจะมีสิ่งมีชีวิตต่างดาวอยู่ที่ไหนซักแห่งในจักรวาลอันกว้างใหญ่นี้
และกำลังตามหาพวกเราเหมือนที่เราตามหาพวกเค้าอยู่ก้อได้
ใครจะไปรู้ May 08 หน้าแตกครั้งแรกในชีวิตหลังจากเครียดมาหลายเรื่องวันนี้มาเรื่องที่ไม่เครียดกันบ้างดีกว่า
ตั้งแต่เกิดมาจากท้องพ่อท้องแม่ ไม่เคยหน้าแตกเลยซักครั้ง
เหตุมีอยู่ว่า......
บ่ายแก่ๆในวันที่ฝนไม่ตก และอากาศร้อนๆ
นั่งทำงานไปเรื่อยเปื่อยตามประสา
ไม่รู้เป็นอะไรรู้สึเหมือนสติไม่ค่อยจะอยู่กับเนื้อกับตัว
มือปัดปากกาตงลงจากโต๊ะ กลิ้งไปไม่ไกลแค่มือเอื้อมถึง
ก้มลงเก็บปากกาโดยไม่ทันระวัง
หน้าผากเจ้ากรรมโขกมุมโต๊ะ..............เจ็บจริงๆ
เอามือคลำ คลึงไปคลึงมา
เอ๊ะ.........ทำไมมันแสบๆวะ
เฮ้ยเลือดออกนี่หว่า
หายามาทาด่วน...............................
พึ่งจะรู้วันนี้นี่เองว่าหน้าแตกมันเป็นยังไง
ไม่ใช่แตกธรรมดา
แต่เป็นแตกแบบมีเลือดฝาด.......................
หน้าแตกเลยงานนี้....หน้าผากแตกเลย
May 02 It's a panda's business (not ur business)ตามใจเจ้ป่านหน่อย เดี๋ยวจะหาว่าใช้เพลง "หมีแพนด้า" แล้วไม่พูดเรื่อง "หมี"
แต่เรื่องที่จะพูด ไม่ได้จะชวนไปดูหมีที่ไหน หรือมาบอกว่าใครดูแลหมี แต่เป็น "เรื่องของหมี" จริงๆ
"ช่วง ช่วง" และ "หลินหุ้ย" สองหมีแพนด้า ที่ทางการจีนมอบให้ไทย (จริงๆควรจะต้องใช้คำว่าให้ยืทมมากกว่า เพราะเดี๋ยวเค้าก็เอาคืนไป แต่ลูกหมีที่เกิดระหว่างที่อยู่เมืองไทย ทางการจีนเค้าจะยกให้เรา ไม่เอาคืน) อยู่สวนสัตว์เชียงใหม่มาได้สองสามปีแล้ว "ช่วง ช่วง" ดูบ้อท่า ทำไม่เป็น นกเขาไม่ขัน ทั้งๆที่ "หลินหุ้ย" พร้อมแล้วพร้อมอีก ร้อนถึงคน ต้องหาวิธีช่วยเหลือ ทำอย่างไรให้หมีได้เสพสม แล้วก้อได้ไอเดียเอาหนังโป๊ให้หมีดูเป็นไง จะได้ดึ๋งดั๋ง (หนังโป๊เนี่ยเป็นหนังหมีนะไม่ใช่หนังคน) อาจดูแปลกปนสัปดน แต่มีผลการวิจัยจากเมืองจีนเค้ายืนยันว่ามันเวิร์ค
พร่ามมาไกล ยังไม่ได้เข้าเรื่อง เดิมทีว่าจะไม่พูดเรื่องนี้แต่ก็อดไม่ได้ สืบเนื่องจากข่าวหมีๆ คงเป็นเพราะคนให้ความสนใจ คนเล่าข่าวคนหนึ่ง(ตอนเช้าๆช่องสองบวกหนึ่ง)ก็หยิบเอาเรื่องนี้มาพูด อืม ก็แค่ข่าวๆหนึ่ง ทุกช่องก็ออกหมด แต่ที่มันไม่เหมือนช่องอื่นคือพี่แกเล่นเอา "หนังหมี" มาโชว์ให้ดูกันเลย ไม่ได้คิดว่าตัวเองดัจริต(หนังคนอ่ะชอบดู) แต่บอกได้คำเดียวว่า "ทุเรศ" มึงจะเอามาเปิดทำไมวะ ให้มันเป็นเรื่องของหมีไปเถอะ เอาหล่ะถือว่าแกคงคิดว่าทางบ้านอยากดูเพศสัมพันธ์หมี ไม่เป็นไรให้อภัยๆ
เวลาผ่านไปเรื่องของหมีก็เริ่มเงียบไป แต่เมื่อวันก่อนนี้มีเด็ดกว่านั้น ไม่ใช่ "เรื่องของหมี" และเเต่ก็ยังเป็น "เรื่องของสัตว์" อยู่ เรื่องมีอยู่ว่าที่บึงชวาก สุพรรณบุรี มีสิงโตกะเสือเค้ารักกัน อยากมีลูกเป็นลูกครึ่งก็เลยชวนกันมาบรรเลงเพลงรัก ไอ้คนก็สัปดนเสือกเอากล้องไปถ่าย ไม่ใช่ภาพนิ่งนะแต่เป็นวีดีโอ ความยาวเกือบสี่นาที่ คนถ่ายก็ว่าสัปดนแล้วนะ แต่ไอ้คนเล่าข่าวเจ้าเดิม พี่แกเอามาเปิดออกข่าวอีก ให้ดูกันเต็มๆ โจ่งครึ่มกว่า "หนังหมี" เสียอีก เปลี่ยนช่องแทบไม่ทัน พี่แกเล่าไปด้วยความสนุกสนาน หัวเราะต่อกระซิกด้วยอารมณ์รื่นเริง พูดหน้าตาเฉย "มันเป็นเรื่องธรรมชาติ" จริงคับพี่มันเป็นเรื่องธรรมชาติ แต่มันเหมาะสมหรือเปล่าที่เอามาออกอากาศ แค่เล่าข่าวก็เพียงพอแล้วรึป่าว
ลองคิดดูว่าถ้าเป็นหนังคนมาเปิด คงโดนแบนแน่ๆ แต่นี่เป็นหนังหมี หนังสิงโต เลยเอามาเปิดให้ดูกันได้งั้นหรอ เอาหล่ะคนที่ดู คนที่เห็นคงไม่ได้เกิดอารมจะไปข่มขืนใคร(หรือสัตว์) แต่ถามว่าเอามาเปิดแล้วได้อะไร ถ้าหมี สิงโต มันพูดได้ มันคงบอกว่า "เรื่องของกู(สัตว์) มึง(คน) มาเสือกอะไร" ถ้ามีคนมาแอบถ่ายตอนเรามีไรกะแฟนแล้วไปเปิดให้คนอื่นดู คุณจะรู้สึกยังไง หรือจะบอกว่านั่นมันคน แต่สัตว์ไม่รู้เรื่องหรอก มันไม่อายหรอก ใช่ผมเห็นด้วยมันไม่อายหรอก แต่คนที่น่าอายน่าจะเป็นคนที่เอามาเผยแพร่ ก็ไอ้ "คน" ที่ไปชอบเสือกเรื่อง "สัตว์"
ปล.เข้ากะเพลงมั้ยเจ้ป่าน
April 24 โตขึ้นอยากเป็นอะไรตอนเด็กๆคนรอบข้างมักชอบถามเราเสมอว่า "โตขึ้นอยากเป็นอะไร"
ตอนนั้นผมตอบว่า "ผมอยากเป็นหมอ" ไม่รู้เหมือนกันว่าเพราะอะไรถึงอยากเป็นหมอ
หลายคนก็คงมีความฝันในวัยเด็กที่อยากเป้นนู่น อยากเป็นนี่
หลายคนเมื่อเติบโตขึ้นก็ได้เป็นอยากที่เคยันเอาไว้ แต่หลายคน(รวมทั้งผมด้วย)ก็อาจจะแตกต่างจากความฝันเหล่านั้นโดยสิ้นเชิง
เมื่อคืนนี้ผมได้ดูรายการโทรทัศน์วาไรตี้รายการหนึ่ง แขกรับเชิญในรายการเป้นเด็กหญิงคนหนึ่ง กับคุณครูของเธอ
ผมไมได้ดูรายการตั้งแต่ต้นแต่พอจะจับเรื่องราวของเธอได้ว่า
เด็กสาววัยประถมเป็นลูกคนโตมีน้องๆอีกสามคน พ่อของเธอป่วยเป็นอัมพาตช่วยเลือตัวเองไม่ได้ เธอต้องดูแลพ่อน้องๆ
พักกลางวันจะนำข้าวที่เหลือจากที่โรงเรียนมาให้พ่อแล้วน้องๆได้กิน ชีวิตเธอนั้นสุดแสนจะเศร้า
วันหนึ่งด้วยความช่วยเหลือของครูของเธอ ทำให้เรื่องราวของเธอได้เผยแพร่ไปในอินเตอร์เน็ตผ่านทางฟอร์เวิร์ดเมล
เธอได้รับกรช่วยเหลือ จนในขณะนี้มีคนบริจาคเงินให้เธอกว่าล้านบ้าน พ่อและน้องๆของเธอไม่ต้อลำบากอีกต่อไป
ตอนท้ายรายการพิธีกรถามเด็กสาวว่า "โตขึ้นหนูอยากเป็นอะไร" เด็กน้อยตอบโดยไม่ต้องคิด
"หนูอยากเป็นครูคะ เพื่อที่จะได้ช่วยเหลือเด็ก เหมือนที่ครูของหนูช่วยครอบครัวหนู"
ผมไม่รู้ว่าในอนาคตโตขึ้นหนูน้อยคนนี้จะได้เป็นครูสมใจหรือไม่
แต่ที่ผมรู้แน่ๆตอนนี้ก็คือ "เธอเป็นคนดี" April 21 Bhudda Blessคงเป็นเรื่องธรรมดาที่ทุกคนจะเห็นต่างกัน ครั้งหนึ่งเราเคยภูมิใจว่าประเทศไทยนี้แสนวิเศษ
คนมีเสรีภาพในการนับถือศาสนามาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่4 (ถ้าความจำด้านประวัศาสตร์ไม่บกพร่อง)
ไม่ว่าจะศาสนาใดเราก็อยู่กันได้อย่างสงบสุข
แต่แล้ววันหนึ่งก็มีเรื่องทางภาคใต้ ประเด็นศาสนาก็กลับมาเป็นเรื่องให้ถกเถียงกันอีกครั้ง
เอาหล่ะแต่นั่นก็ไม่ใช่ประเด็นของผม...
เรื่องที่ผมสนใจตอนนี้กลับเป็นเรื่องศาสนาพุทธ ผมอยากรู้จังว่าถ้าพระพุทธเจ้ายังทรงมีชีวิตอยู่ตอนนี้
พระองค์จะรู้สึกอย่างไรหนอกับเรื่องการร่างรัฐธรรมนูญ ที่เค้าอยากจะให้บรรจุคำว่า "พุทธศาสนาเป็นสาสนาประจำชาติ"
มีแล้วยังไง ไม่มีแล้วยังไง รัฐธรรมนูญบ้านเรามีมากี่ฉบับ ก็ไม่เคยเห็นมีการใส่คำนี้ เราก็อยู่กันสงบดี มีความสุขดี
หรือการที่ใส่คำนี้ลงไปจะช่วยให้พระพุทธศาสนาบ้านเราดีขึ้น
วันนี้ผมเปิดหนังสือพิมพ์ มีหน้าโฆษณาสร้างองค์จตุคามรามเทพถึงสี่วัด สี่รุน ก็ลองคิดดูแล้วกันนี่แค่วันเดียวในหนังสือพิมพ์ฉบับเดียว
พุทธศาสนาของเราทุกวันนี้เป็นอย่างไรทุกคนคงรู้อยู่แก่ใจ หันมาสนใจเรื่องที่จะช่วยให้คนเลิกงมงายในวัตถุ เข้าหาแก่นแท้ของพระศาสนาไม่ดีกว่าหรือ
หากมัวแต่ออกไปประท้วงให้บรรจุคำว่า "พุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ" ลงในรัฐธรรมนูญ ถึงเวลาเค้าบรรจุให้จริง
และคนยังไปหลงงมงาย ห่างไกลจากหลักธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า ถึงเวลานั้นคำสวยหรูนี้ก็อาจมีประโยชน์
เป็นเครื่องยืนยันว่าครั้งหนึ่งประเทศนี้ก็เคยนับถือศาสนาพุทธ ก่อนที่จะกลายมาเป็นลัทธิบูชาวัตถุ
พระพุทธเจ้าคงมิได้ตรัสรู้เผยแผ่พระศาสนาเพียงเพื่อให้ใครไปอ้างว่านี่เป็นศาสนาของฉัน
พุทธศาสนาอยู่ได้มาสองพันกว่าปี จะคงอยู่ตอ่ไปไม่ได้เลยหรือหากเพียงแค่ไม่ได้ถูก กำหนดว่าเป็นศาสนาประจำชาติไทย
นมัสการพระคุณเจ้า
กลับวัดเถิดเจ้าคะ April 18 เกิดมาทำไมเคยมั้ย เวลาเราเจอทางตัน คิดไม่ออก(บางทีขี้ไม่ออกด้วย) มองไปทางไหนก็ดูมีแต่ปัญหา นึกน้อยใจในโชคชะตา
เรามักจะถามตัวเองว่า "เราเกิดมาทำไม" (หรือบางที "เราเกิดมาเพื่ออะไร") ผมก็เป็นคนหนึ่งที่เคยมีคำถามนี้อยู่ในใจ และจนถึงซักสองสามนาทีก่อนหน้านี้เองที่ผมได้รู้คำตอบ............
ผมก็เป็นคนหนึ่งที่อยากรู้คำตอบ แล้วใครหล่ะจะให้คำตอบเราได้ดีไปกว่า Google
ผมเข้าเว็บ google (ไม่ได้เข้าไปเพื่อขอซื้อปาติหานใคร) ผมลอง search "เกิดมาทำไม" ไม่น่าเชื่อจากคำค้นหานี้ มีรายการที่เกี่ยวข้อง 10,900 รายการ สมกับเป็นยุคดิจิตอลจริงๆ หาอะไรก็เจอ
ความรู้สึกของผมเปลี่ยนไป แม้ว่าจะมีรายการให้เลือกอ่านเป็นหมื่น แต่ผมกลับไม่ได้อยากรู้คำตอบของของคำถามนี้อีกแล้ว
ผมรู้สึกว่า คำถาม"เราเกิดมาทำไม" มันหาคำตอบได้ง่ายแสนจะง่าย(ใช้แค่สามวิ search ใน google ก็เจอแล้ว) แทนที่เราจะมานั่งเสียเวลา คิดหาคำตอบกับคำถามนี้ เราเอาเวลาไปทำอย่างอื่นจะดีกว่ามั้ย
คำถามไม่ได้อยู่ที่ว่า "เราเกิดมาทำไม" แต่อยู่ที่ว่า "เรากำลังทำอะไรอยู่" ต่างหาก
ไม่ว่าเราจะเกิดมาเพื่ออะไร สิ่งนั้นก็ไม่ได้เป็นตัวกำหนดชีวิตของเรา ตัวเราเองต่างหากที่เป็นคนกำหนด ว่าเราจะใช้ชีวิตแบบไหน
มนุษย์ไม่ได้เกิดมาเพื่อมีปัญหา แต่เราเกิดมาเพื่อแก้ปัญหาต่างหาก(รึป่าววะ) April 11 what's going onเกิดอะไรขึ้นกับบ้านเมืองนี้หนอ
หนังสือพิมพ์มีข่าวฆ่ากันตายทุกวี่วัน ข่มขืนกลายเป็นแฟชั่น รุมโทรม หรอ...เรื่องธรรมดา
ภาคใต้ก็ไม่เห็นสงบ เดี๋ยวเผลอก็ยิง ปล้น ฆ่า
เอ้า สุดสัปดาห์ไปม็อบกันหน่อย ชุมนุมบ่อยๆชักไม่เข้าท่า คลื่นใต้นงใต้น้ำ มีกันที่ไหนเล่าคุณขา
แหมเห็นช่วงนี้เงียบเหงา คดีเก่ายังหาคนวางไม่ได้ บึ้มอีกซักทีเป็นไง เอาให้มันสะใจกันมั้ยหล่ะทีนี้
เศรษฐกิจก็ตกต่ำ เปลี่ยนคนทำงานก็ยังเหมือนเดิม บาทก็แข็งดอกเบี้ยก็แพง น้ำมันก็แข่งกันขึ้นราคา(แค่ทีละ 40 สตางค์เอง จิ๊บๆ)
คนกลัดกลุ้มไม่รู้ทำไง ก็แห่กันไปพึ่งจตุคามดีกว่า ออกจากวัดองค์ละสามสิบ ขึ้นแผงองค์ละสามพัน
ใครหล่ะมันจะไม่สน เหยียบกันตายเรื่องเล็กจิ๊บจ๊อย คนตายช่วงสงกรานต์เยอะกว่าไหนๆ
เอ ไปอะไรกันน้าเมืองไทย
สงสัยคงต้องเปลี่ยนชื่อใหม่
จาก"ไทยแลนด์" เป็น "ตายแลนด์" เย้
|
|
|